คติสอนใจจาก “ปลาทูไหม้ของคุณแม่” ใครเลื่อนผ่านขาดทุน

221
ปลาทูไหม้ของคุณแม่

เป็นเรื่องของความรักและความอบอุ่นของครอบครัวที่หลายๆ ครอบครัวมองข้ามไปจนทำให้ต้องทำs้ายจิตใจของคนในครอบครัวกันเอง หรือแม้กระทั่งการที่มองคนอื่นและตัดสินเขาไปตามความคิดของเรา โดยที่ไม่เข้าใจในเหตุผลจริง ๆ อะไรเลย บทความเรื่องนี้จะช่วยดึงความเย็นของใจทุกคนให้ลงมาได้ มีสติให้มากขึ้นแล้วทุกคนจะเข้าใจว่าโลกนี้มันน่าอยู่มากขนาดไหน

ปลาทูไหม้ของคุณแม่

ปลาทูไหม้ของคุณแม่

เรื่องมีอยู่ว่า ณ บ้านของชายคนหนึ่งซึ่งคุณแม่ของเขาที่เป็นคนทำอาหารอยู่ประจำที่บ้าน และในคืนหนึ่งหลังจากที่คุณแม่ทำงานมาหนักทั้งวันเลย กลับมาบ้านก็เหนื่อยแล้วยังต้องทำกับข้าว ซึ่งก็ปกติท่านจะทำประจำ และคุณแม่วางจานปลาทูทอดที่ไหม้เกรียมไว้บนโต๊ะต่อหน้าคุณพ่อและทุกคน แล้วเขาก็รอดูว่าปฏิกิริยาของทุกตนจะเป็นอย่างไร

ซึ่งคุณพ่อของเขาไม่ได้พูดอะไร แต่ว่าตั้งหน้าตั้งตากินปลาทูไหม้ตัวนั้น แล้วก็ยังหันมาพูดคุยกับเขาแบบปกติว่า ที่โรงเรียนเป็นอย่างไร และพอหลังมื้อเย็นก็ได้ยินคุณแม่พูดขอโทษคุณพ่อที่ทอดปลาทูไหม้ แล้วประโยคที่พ่อตอบกลับมาก็ทำให้ลืมไม่ลงเลย ซึ่งพ่อบอกว่า โอ้ยยย  พ่อชอบปลาทูทอด ทอดเกรียม ๆ อร่อยมากเลยนะแม่” 

ปลาทูไหม้ของคุณแม่

เนื่องจากมันคาใจว่า ทำไมพ่อต้องตอบไปแบบนั้น เขาจึงตัดสินใจถามคุณพ่อไปในคืนหนึ่งว่า พ่อชอบปลาทูทอดเกรียมจริงๆ หรอ? พ่อยิ้มและลูบหัวผมและตอบว่า แม่ของลูกทำงานหนักมาตลอดทั้งวันแล้ว แค่ปลาทูไหม้ตัวเดียวเอง แค่นี้ไม่ได้ไปทำs้ายใครหรอก แต่คำพูดที่ต่อว่ากันต่างหากที่จะทำให้ทำs้ายน้ำจิตน้ำใจกัน ชีวิตของคนเรานั้นเต็มไปด้วยความไม่สมบูรณ์แบบนั้นทั้งนั้น แต่ละคนไม่ได้เกิดมาสมบูรณ์แบบ ตัวเราเองก็ไม่ได้มีอะไรดีไปมากกว่าคนอื่นๆ

แต่สิ่งที่พ่อได้เรียนรู้ในช่วงชีวิตนั่นก็คือ การเรียนรู้ที่จะยอมรับความผิดพลาด ความผิดพลาดของคนอื่นและตัวของเราเอง การเลือกที่จะยินดีกับความคิดต่างของกันและกัน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องรักษาไว้ รักษาครอบครัว รักษาน้ำใจกัน แค่นี้ก็จะทำให้มีความสุขและใช้ชีวิตได้อย่างยืนยาวแล้ว

“ชีวิตของเรานั้นสั้นเกินกว่าที่จะตื่นมาพร้อมกับความเสียใจ หากวันใดที่เราทำผิดพลาดอะไรไป แค่ตื่นมาทะนุถนอมน้ำใจ พยายามทำความเข้าใจ และให้อภัยกันจะดีกว่า”

ปลาทูไหม้ของคุณแม่

ถ้าเรารู้สิ่งเหล่านี้เราจะทำไหม ทำต่อสิ่งที่หงุดหงิด

ถ้าเราบีบแตรใส่คนที่กำลังยืนยึกยักอยู่บริเวณริมถนน ในแยกไฟแดงที่ผ่านมา… ถ้าเรารู้ว่าเขาใส่ขาเทียม เรายังจะบีบแตรใส่เขาไหม

เราจะเดินเบียดชนคนข้างหน้าที่เดินช้ามากๆไหม… ถ้าเรารู้ว่าเขาเพิ่งจะตกงาน

เราจะขำและหัวเราะคนที่แต่งตัวเชยไหม.. ถ้าเรารู้ว่าเขามีชุดเก่งเพียงแค่ชุดเดียว

เราจะดูถูกคนที่ทำงานโรงงานแล้วมาเดินพารากอนไหม… ถ้าเรารู้ว่านั่นคือการฉลองวันเกิดของเขา

เราจะไม่ชอบลุงที่หัวเราะเสียงดังคนนั้นไหม… ถ้าเรารู้ว่าแกเป็น มะเs็งระยะสุดท้าย

คนเรานั้นอยู่เสมอว่ากำลังทำอะไรอยู่.. รู้ว่าชีวิตเรากำลังเจอกับอะไร

แต่เราไม่มีวันรู้เลยว่า “คนที่เราเจอ เขากำลังจะทำอะไร”

ก็หวังว่าบทความเล็ก ๆ สั้น ๆ บทนี้จะเป็นกำลังใจและแนวคิด แนวปฏิบัติในการใช้ชีวิตให้มันเรียบง่ายมากขึ้น เพราะว่าโลกมันกว้างมากแล้วมันก็ไม่ได้หมุนรอบตัวใครเป็นพิเศษ ต้องฝึกตัวเองให้เป็นคนมองโลกในแง่ดีบ้าง แล้วโลกมันจะน่าอยู่มาก

เรียบเรียงโดย : Naykhaotom

แสดงความคิดเห็น