คนมีรถที่ “ต่อ พ.ร.บ. ทุกปี” สามารถเบิกเงินได้ 3 แสนบาท โดยไม่ต้องขึ้นศาลใดๆทั้งสิ้น

พ.ร.บ. สามารถเบิกเงินได้ 3 แสนบาท

คนมีรถที่ “ต่อ พ.ร.บ. ทุกปี” สามารถเบิกเงินได้ 3 แสนบาท โดยไม่ต้องขึ้นศาลใดๆทั้งสิ้น

วันนี้เรามีข้อมูลดีๆ มาให้เพื่อนๆได้ทราบกันครับรู้หรือไม่ว่าผู้ที่ใช้รถที่ ต่อ พ.ร.บ. ทุกปี สามารถเบิกได้สูงสุดถึง 3 แสนบาทโดยไม่ต้องขึ้นศาลใดๆ ทั้งสิ้น เคยรู้ไหมว่าเบิกอะไรได้บ้าง ไปดูกันเลย

พ.ร.บ. สามารถเบิกเงินได้ 3 แสนบาท

การเบิกค่าสินไหมทดแทน 6 อย่าง (กรณีบาดเจ็บ)

1. สำเนากรมธรรม์ประกันภัย

2. สำเนาทะเบียนรถ

3. บันทึกประจำวันตำรวจ

4. สำเนาบัตรประชาชนผู้ประสบภัยหรือเอกสารอื่นใดที่ทางราชการออกให้

5. ใบเสร็จรับเงินต้นฉบับ

6. หนังสือมอบอำนาจ (กรณีมอบอำนาจ)

พ.ร.บ.ที่เราต่อทุกปี

พ.ร.บ. สามารถเบิกเงินได้ 3 แสนบาท

รู้ไหมว่า สามารถเบิกอะไรได้บ้าง?

พ.ร.บ. สามารถเบิกเงินได้ 3 แสนบาท

 

สิ่งที่ควรที่ควรทำ

พ.ร.บ. สามารถเบิกเงินได้ 3 แสนบาท

สำหรับค่าสินไหมทดแทน

พ.ร.บ. สามารถเบิกเงินได้ 3 แสนบาท

ความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ประเภทที่ 3 สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคล

บาดเจ็บ เสียชีวิm 50,000 บาท/คน 200,000 บาท/คน 5,000,000 บาท/ครั้ง

ความรับผิดต่อชีวิmร่างกายบุคคลภายนอก (คู่กรณี) 1,000,000 บาท/คน 10,000,000 บาท/ครั้ง

ความรับผิดต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก (คู่กรณี) 2,500,000 บาท/ครั้ง

จำนวนผู้ได้ความคุ้มครอง (ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร) ผู้ขับขี่ 1 คน ผู้โดยสาร 4 คน

คุ้มครองการเสียชีวิmจากการเกิดอุบัติเหตุ 100,000 บาท/คน

ค่ารักษาพยาบาล 50,000 บาท/คน

การประกันตัวผู้ขับขี่ 200,000 บาท

ค่าเสียหายเบื้องต้น ได้รับโดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความผิด

1. ค่ารักษาพยาบาล จากการบาดเจ็บ จ่ายตามจริง สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาทต่อคน

2. การเสียชีวิm สูนเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพอย่างถาวร สูงสุดไม่เกิน 35,000 บาทต่อคน

3. ถ้าหากเข้าข่ายเสียหายรวมกันทั้งข้อ 1 และข้อ 2 จะต้องไม่เกิน 65,000 บาทต่อคน

ความคุ้มครองที่ผู้ประสบภัยหรือทายาทจะได้รับ

1. ค่าเสียหายเบื้องต้น ผู้ประสบภัยจะได้รับความคุ้มครองในความเสียหายที่เกิดขึ้น เป็นค่ารักษาพยาบาลกรณีบาดเจ็บและเป็นค่าปลงสบในกรณีเสียชีวิท โดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความผิด บริษัทจะชดใช้ให้แก่ผู้ประสบภัย/ทายาทของผู้ประสบภัย ภายใน 7 วัน นับแต่บริษัทได้รับคำร้องขอค่าเสียหายดังกล่าว เรียกว่า ค่าเสียหายเบื้องต้น โดยมีจำนวนเงินดังนี้

– กรณีบาดเจ็บ จะได้รับการชดใช้เป็นค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท

– กรณีเสียชีวิm จะได้รับการชดใช้เป็นค่าปลงสบ และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการสบ จำนวน 35,000 บาท

– กรณีเสียชีวิmภายหลังการรักษาพยาบาล จะได้รับการชดใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท และค่าปลงสบ จำนวน 35,000 บาท รวมแล้วจะได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นไม่เกิน 65,000 บาท

2. ค่าเสียหายส่วนที่เกินจากค่าเสียหายเบื้องต้น เป็นค่าเสียหายที่บริษัทจะชดใช้ให้ภายหลังจากที่มีการพิสูจน์ความรับผิดตามกฎหมายแล้ว โดยบริษัทรับประกันภัยที่เป็นฝ่ายผิดต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ประสบภัย/ทายาทผู้ประสบภัย เมื่อรวมกับค่าเสียหายเบื้องต้นที่ผู้ประสบภัย/ทายาทได้รับแล้ว เป็นดังนี้

– กรณีบาดเจ็บ เป็นค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลรวมกับค่าสินไหมทดแทน ไม่เกิน 80,000 บาท

– กรณีเสียชีวิm หรือสูนเสียoวัยวะ หรือทุพพลภาพ จำนวน 300,000 บาท ไม่ว่าจะมีการรักษาพยาบาลหรือไม่ ถ้ามีค่ารักษาพยาบาลก่อนเสียชีวิmให้นำมารวมด้วย และรวมแล้วเท่ากับ 300,000 บาท

พ.ร.บ. สามารถเบิกเงินได้ 3 แสนบาท

เอกสารที่จะต้องใช้เวลาการเคลม พ.ร.บ.มีดังนี้

**กรณีบาดเจ็บ

1. สำเนาบัตรประชาชนผู้ประสบอุบัติเหตุ

2. ใบเสร็จรับเงินต้นฉบับ

**กรณีเบิกค่าชดเชย หรือผู้ป่วยใน

1. สำเนาบัตรประชาชนผู้ประสบอุบัติเหตุ

2. ใบรับรองแพทย์ หนังสือรับรองการรักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน

**กรณีทุพพลภาบ

1. สำเนาบัตรประชาชนผู้ประสบอุบัติเหตุ

2. ใบรับรองแพทย์และหนังสือรับรองความภิการ

3. สำเนาบันทึกประจำวันของพนักงานสอบสวน หรือหลักฐานอื่นที่แสดงว่าผู้นั้นได้รับความเสียหายจากการประสบภัยจากรถ

กรณีเสียชีวิm

1. สำเนาบัตรประชาชนผู้ประสบอุบัติเหตุ

2. ใบมรณบัตร

3. สำเนาบัตรประชาชนทายาท สำเนาทะเบียนบ้าน

4. สำเนาบันทึกประจำวันในคดีของพนักงานสอบสวน หรือหลักฐานอื่นที่แสดงว่าผู้นั้นถึงแก่ความmาย เพราะการประสบภัยจากรถ

รถที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องทำ พ.ร.บ.

1. รถองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

2. รถของสำนักพระราชวังที่จดทะเบียน และมีเครื่องหมายที่เลขาธิการพระราชวังกำหนด

3. รถของกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยราชการต่างๆ (ที่เรียกว่ารถราชการ) รถยนต์ทหาร แต่ไม่รวมรถของรัฐวิสาหกิจ

พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ถูกตราขึ้นเพื่อให้ทุกคนที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตอันเนื่องมาจากรถ ได้รับการชดใช้ค่าเสียหายและได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร่งด่วน ไม่ว่าผู้ประสบภัยนั้นจะเป็นใคร อยู่ในรถหรือนอกรถ เป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร หรือเจ้าของรถ โดยได้รับการชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่ารักษาพยาบาล หรือค่าปลงศพแล้วแต่กรณี อย่างไรก็ตามกฎหมายนี้ให้ความคุ้มครองเฉพาะความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ชีวิต ร่างกาย และอนามัยเท่านั้น ไม่รวมถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สิน เช่น ค่าซ่อมรถแต่อย่างใด

ใครบ้างที่ต้องทำประกันภัย

1. เจ้าของรถ หรือผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถ

2. ผู้เช่าซื้อรถ หรือผู้มีสิทธิครอบครองตามสัญญาเช่าซื้อ

3. เจ้าของรถที่นำรถที่จดทะเบียนในต่างประเทศเข้ามาใช้ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว

เป็นอย่างไรกันบ้างครับหากข้อมูลนี้มีประโยชน์ อย่าลืมกดแชร์ด้วยนะครับขอบคุณครับ

ขอขอบคุณ : thairath, chicvariety, โพตสด

แสดงความคิดเห็น