“สอนลูกจับปลา ไม่ใช่จับปลาให้ลูก” เพื่อให้เขามีกินมีใช้ไปตลอดชีวิต

1257

วัยรุ่นคนหนึ่งขอเงินแม่ไปเที่ยว แม่บอกว่า…

 “ลูกรู้ไหมว่าสมัยแม่อายุเท่าลูก ไม่เคยเที่ยวที่ไหน ต้องทำงานทุกอย่าง พับถุงกระดาษขาย ตัดใบตองให้แม่ค้า เงินทองหายาก แต่ละบาทแต่ละสตางค์ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ จะไปเที่ยวอย่างนี้ไม่ได้…”

.

เด็กฟังแม่เงียบๆ

“ลูกต้องรู้จักความลำบาก

ไม่งั้นอีกหน่อยเกิดตกยากแล้วจะทำยังไง

ขึ้นรถเมล์ก็ไม่เป็น ใช้เงินอย่างนี้

จะเอาตัวรอดได้ยังไง…”   เมื่อแม่เทศน์จบ ก็ควักเงินยื่นให้ลูก

สอนลูกจับปลา ไม่ใช่จับปลาให้ลูก

.

นี่ไม่ใช่เรื่องแต่ง พ่อแม่จำนวนมากทำอย่างนี้

เมื่อลูกขอเงินไปเที่ยว จะเทศน์ลูกหลายกัณฑ์

เล่าย้อนไปถึงชีวิตลำบากของตนในวัยเท่ากัน

แล้วลงท้ายให้เงินลูกไป!

.

คนหาเช้ากินค่ำ สมัยก่อนไม่มีคำว่า “มรดก” ในพจนานุกรมชีวิต

ทุกอย่างในชีวิตต้องหามาเองด้วยสองมือ

ทว่าคนรุ่นนี้เมื่อลืมตาอ้าปากได้และเป็นพ่อแม่

มักจะทำให้ลูกเสียคนโดยไม่ตั้งใจ

พ่อแม่จำนวนมากเก็บเงินเก็บทองไว้โดยไม่ยอมใช้

บอกว่า “เก็บไว้ให้ลูก”

.

เหตุผลอาจเพราะ พ่อแม่ไม่อยากให้ลูกผ่านความลำบากเหมือนตัวเอง

การให้ทุกอย่างแก่ลูกเหมือนสะท้อนสิ่งที่ตัวเองอยากได้ในวัยเด็ก

แต่มันกลับสร้างนิสัยที่ไม่สู้งานหนักไปโดยปริยาย

ไม่มีเงินเป็นปัญหา มีเงินก็เป็นปัญหา!

.

บางครั้งและบ่อยครั้งการมีเงินมากอาจทำให้เลี้ยงลูกยากขึ้น

เงินก็เหมือนคอเลสเตอรอล น้อยไปก็ไม่ดี มากไปก็อันตราย

สอนลูกจับปลา ไม่ใช่จับปลาให้ลูก

.

ในสังคมบูชาคนรวยและการรวยทางลัด การอบรมสั่งสอนเด็ก

เดี๋ยวนี้ยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสิ่งเร้ารอบตัว

ทางเดียวที่จะให้เด็กโตขึ้นแล้วยืนด้วยตัวเองได้

คือต้องสอนเรื่องวินัยการใช้เงิน

ไม่พอกพูนด้วยคอเลสเตอรอลแห่งวัตถุนิยมมากเกินไปจนเด็กอ่อนแอ

.

พ่อแม่ต้องมองภาพกว้างและมองให้ออกว่า

หากให้มากเกินไปจะทำให้ลูกอ่อนแอหรือไม่

ทำอะไรไม่เป็นเลยหรือเปล่า ความรักย่อมเป็นเรื่องดี แต่ต้องรักให้ถูกวิธีด้วย

.

คนรวยที่ฉลาด รู้ว่า…

การได้เงินเป็นเรื่องง่ายกว่าการสูญเสียเงิน

และคนที่ไม่รู้จักหาเงินมักเสียเงินได้ง่ายกว่า

.

คนที่รวยจากสมบัติที่ได้มาง่ายๆ จากมรดกอาจจะขาดความรู้สึกดีๆ ของการสร้างตัวด้วยมือตัวเอง

มีตัวอย่างจริงไม่น้อย ที่คนรวยแบ่งสมบัติครึ่งหนึ่ง

ให้องค์กรการกุศลและที่เหลือให้ลูกหลาน เพื่อให้เด็กเรียนรู้ที่จะยืนด้วยตัวเอง

มหาเศรษฐีลำดับต้นๆ ของโลก วอร์เรน บัฟเฟตต์ บอกว่า…

ลูกๆ ของเขาจะต้องแผ้วถางทางของพวกเขาเอง

แน่นอนลูกๆ ของเขาก็รู้ว่าเขารอช่วยทุกอย่าง แต่ก็ต้องลงแรงทำงาน

สอนลูกจับปลา ไม่ใช่จับปลาให้ลูก

.

บัฟเฟตต์ เชื่อว่า….

การให้เงินทองแก่ลูกหลานด้วยจำนวนที่มากพอสบายทั้งชีวิต

“เพียงเพราะพวกเขาออกมาจากมดลูกที่ถูกต้อง”

เป็นเรื่องอันตราย เพราะการให้อาจทำร้ายลูก

บัฟเฟตต์จึงให้มรดกแก่ลูกหลาน

“มากพอที่พวกเขารู้สึกว่าสามารถทำอะไรก็ได้

แต่ไม่มากพอที่พวกเขาไม่ต้องทำอะไรเลย”

.

เราต้องสอนเด็กค่านิยมชื่นชมบุคคลที่สร้างตนเองจากศูนย์

หาเงินอย่างสุจริต รู้คุณค่าของการทำงาน การสร้างตัว ไม่กลัวงานหนัก

สิ่งที่ควรให้ลูกมากกว่าเงินก็คือความเอาใจใส่ รับรู้กิจกรรมที่ลูกทำ

เป็นเพื่อนกับลูก นี่อาจเป็นสิ่งที่มีค่ากว่าการให้เงินอย่างเดียว

และตามสุภาษิตจีนที่ว่า…

“ สอนลูกจับปลา ไม่ใช่จับปลาให้ลูก ”

ขอขอบคุณข้อมูลจาก  : วินทร์ เลียววาริณ, Lek Katejaroen

แสดงความคิดเห็น