ใครจะโกรธ จะไม่ชอบเราก็ชั่งเขา แค่เราให้อภัยใจเราก็เป็นสุข

ใครจะโกรธ จะไม่ชอบเราก็ชั่งเขา แค่เราให้อภัยใจเราก็เป็นสุข

ใครจะโกรธ จะไม่ชอบเราก็ชั่งเขา แค่เราให้อภัยใจเราก็เป็นสุข บทความนี้ เป็นเรื่องจริงที่คิดว่าทุกคนต้องเคยเผชิญกับเหตุการณ์เหล่านี้ ในปัญหาการโดนอิจฉา การโดนกล่าวหา นินทาในเรื่องต่างๆ แล้วไม่รู้จะทำแบบไร ต้องการให้ทุกคนได้ลองอ่านบทความนี้ดูนะคะ คุณจะไม่ชอบการที่ต้องลดตัวไปโต้เถียง อธิบายความจริงให้กับคนอื่นๆที่ “หูเบา” เพราะอธิบายยังไง คนประเภทนี้ก็จะเอาเรื่องคุณให้ได้ ต้องการเถียงข้างๆคูๆจะไม่ฟังเหตุผลใดๆทั้งสิ้น เพราะจุดประสงค์ของเขาไม่ใช่การ “สืบหาข้อเท็จจริง”แต่เป็นการ “ต้องการเห็นคุณแย่ลง” พวกเขาจะได้รู้สึกดีกับตัวเอง ขึ้นมาอีกหน่อย (คนที่ “เห็นคุณค่าตัวเองต่ำ” มักจะใช้วิธีหาทางทำไม่ดีกับคนอื่น เพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น) การไปโต้เถียงกับคนแบบนี้ จึงไม่มีวันจบ แต่การไปโต้เถียง จะทำลาย “ความสงบใจ” ของคุณเองซึ่งก็เป็นสิ่งที่เรา “ยอมไม่ได้” เพราะเสียประชากรดีๆ...

ในการประชุมผู้ปกครอง ทุกคนต่างปรมมือ เมื่อพ่อผู้แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเก่าๆพูดจบ

ในการประชุมผู้ปกครอง ทุกคนต่างปรมมือ เมื่อพ่อผู้แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเก่าๆพูดจบ ชายแต่งตัวมอมแมมไปประชุมผู้ปกครอง ทุกคนพากันหัวเราะ แต่พอเขาขึ้นพูดบนเวทีทำเอาทุกคนน้ำตาซึม! เมื่อไม่นานมานี้เว็บไซต์ต่างประเทศได้เปิดเผยเรื่องราวของชาวเน็ตท่านหนึ่งโดยระบุว่า งานประชุมผู้ปกครองที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ผู้ปกครองเริ่มทยอยกันเดินเข้ามาในห้องประชุม ทุกคนแต่งตัวสุภาพและเป็นทางการ ผู้ปกครองที่เข้ามาต้องไปลงชื่อ และเดินไปนั่งในที่ที่ถูกจัดเอาไว้โดยจะมีป้ายชื่อแปะเอาไว้ที่เก้าอี้ เวลา 08:00 น. คุณครูใหญ่จะเริ่มทำการเปิดการประชุมผู้ปกครอง ทันใดนั้นมีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องประชุม เขาแต่งตัวสกปรกมอมแมม บนเสื้อมีคราบสี คราบดิน ดูแล้วเหมือนกับเพิ่งออกมาจากไซด์งานก่อสร้าง ครูผู้ช่วยเดินเข้าไปถาม “ไม่ทราบว่าคุณเป็นผู้ปกครองของ…?” “ผมเป็นพ่อของหวังจื่อเหาครับ” ครูจึงบอกว่าให้เดินไปลงชื่อ แล้วไปนั่งตามชื่อที่ระบุไว้ที่เก้าอี้“ขอโทษครับผมอ่านหนังสือไม่ออกครับ…” “ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวดิฉันลงชื่อให้แล้วพาไปเองค่ะ”เขาเดินก้มตัวตามครูไปยังที่นั่ง ท่ามกลางเสียงหัวเราะของผู้ปกครองในห้อง ครูใหญ่ได้เชิญผู้ปกครองขึ้นมาพูด บอกเล่าประสบการณ์ในการอบรมลูก แต่ผู้ปกครองที่ขึ้นมาพูดก็พูดไปในลักษณะคล้ายกัน...
มีเมียอายุน้อยใช่ว่าจะดีเสมอไป บางครั้งมีเมียแก่อาจจะดีกว่า ลองอ่านกันดู

มีเมียอายุน้อยใช่ว่าจะดีเสมอไป บางครั้งมีเมียแก่อาจจะดีกว่า ลองอ่านกันดู

มีเมียอายุน้อยใช่ว่าจะดีเสมอไป บางครั้งมีเมียแก่อาจจะดีกว่า ลองอ่านกันดู การสร้างครอบครัวมีสามีภรรย าที่ดี ไม่นอกใจ ขยันทำงานเลี้ยงลูก เป็นสิ่งที่โชคดีมากๆ วันนี้เราได้นำข้อมูลของการมีภรรย าแก่กว่ามันดีอย่างไร มากกว่ามีภรรย าอายุน้อย มาดูกันเลย “เมียแก่” ดีอย่างไร? 1. เมียแก่-เป็นเมียคู่ชีวิต เมียอายุน้อย-พร้อมมีผัวใหม่ 2. เมียแก่-จะอยู่กับเราจนลาจากกัน เมียอายุน้อย-จะให้เราหายไปจากโลกนี้ไปก่อน 3. เมียแก่-จะดูแลเราเวลาเราไม่สบาย เมียอายุน้อย-จะทิ้งเราย ามไม่มีแรง 4. เมียแก่-เป็นเพื่อนคู่คิด เมียอายุน้อย-คิดจะเอาแต่สมบัติ 5. เมียแก่-อยู่กับเราด้วยใจ เมียอายุน้อย-อยู่กับเราด้วยผลประโยชน์ 6. เมียแก่-จะไปกับเราได้ทุกที่...
ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน สัจธรรมที่มีอยู่จริง

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน สัจธรรมที่มีอยู่จริง

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน สัจธรรมที่มีอยู่จริง ทุ ก วันนี้การหวังที่จะพึ่งพาคนอื่นอย่ างเดียวนั้น คงไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ เพราะต่างคนต่างมีภาระ มีหน้าที มีสิ่งที่จำเป็นต้องทำ สิ่งเดียวที่ดีที่สุด และควรทำ คือ การยืนด้วยขาของตัวเอง พึ่งพาตนเองให้มากที่สุด ในเวลาที่ท้อแท้ สิ้นหวัง หดหู่ ไร้เรี่ยวแรง หมดกำลังใจ มันน่าจะเป็นช่วงเวลาดีที่สุด ที่เราจะมีใครสักคนเคียงข้าง แต่ก็มีไม่น้อยที่หลายคนต้องอยู่เพียงลำพัง เผชิญมรสุมชีวิตหลายๆ ตัวคนเดียว ช่วงเวลาสาหัสเช่นนี้ คงจะดีหากมีใครสักคนข้างๆ แต่พอเหลียวมองซ้าย-ขวา กลับไม่เหลือใครสักคน ไม่ต้องเศร้า เสียใจ หดหู่ สิ้นหวังและทรมานไปเลย ที่เราไม่มีแบบใครเขา แม้ไม่เหลือใคร ก็ขอให้ระลึกรู้ว่าเรายังมี “สติ” อยู่เป็นเพื่อนร่วมทาง มีความดีงาม...
ทุ กข์ หรือ สุข อยู่ที่ใจ เพราะแค่เข้าใและยอมรับ มันก็แค่เรื่องธรรมดา

ทุ กข์ หรือ สุข อยู่ที่ใจ เพราะแค่เข้าใจและยอมรับ มันก็แค่เรื่องธรรมดา

ทุ กข์ หรือ สุข อยู่ที่ใจ เพราะแค่เข้าใและยอมรับ มันก็แค่เรื่องธรรมดา อยู่ไป ก็ทรมานไปแบบที่ก็ไม่รู้ว่าจะทรมานจนถึงเมื่อไหร่ บางทีการตัดสินใจที่จะ ‘เดินออกมา’ มันก็อาจจะเป็น ‘ทางเลือกที่ดีกว่า’ แม้มันอาจจะลำบากและอาจจะทำให้ทรมานมาก แต่ขอให้เชื่อในการทำงานของเวลา ว่าทุกความทรมานทุกความเสียใจ‘ย่อมมีวันสิ้นสุด’ วันหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเสียง เรื่องราว คำพูด หรืออะไร ๆ ที่เคยรู้สึก มันก็จะไม่ได้ทำให้เรารู้สึกเหมือนเก่า แต่หากเป็นในกรณีที่ยังเดินออกมาไม่ได้ เพราะเหตุผลบางประการ หรือด้วยเงื่อนไขบางประการที่จำเป็น การอยู่กับความทรมานแบบไม่ทรมานมันก็อาจจะลำบากหน่อย แต่ขอให้ค่อย ๆ ปรับวิธีการคิด และการวางใจให้ดี ๆ ไตร่ตรองในปัจจัยและเงื่อนไขที่ตัวเองมี แม้จะไม่สุข แต่เราก็เลือกจะทุ กข์ให้น้อย และน้อยลงไปเรื่อย...
ลักษณะแบบไหน ถึงเรียกได้ว่า "เพื่อนที่ดี"

ลักษณะแบบไหน ถึงเรียกได้ว่า “เพื่อนที่ดี”

ลักษณะแบบไหน ถึงเรียกได้ว่า "เพื่อนที่ดี" อันที่จริงแล้ว ทุกคนคงเคยได้ยินเรื่องราวของผู้ที่ประสบความสําเร็จในชีวิตมาบ้าง ดังเช่น Steve Jobs บิลเกตส์ หรือคนที่ดังๆที่ประสบความสำเร็จในชีวิต มีอีกหลายท่านมากมายที่เขาออกมาเปิดเผยลักษณะในการใช้ชีวิต ที่จริงแล้วบุคคลเหล่านี้ล้วนพูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่า ตัวเขาเองจะมาถึงจุดนี้ไม่ได้ถ้าขาดคนทั้ง 6 แบบในชีวิตดังกล่าว 1. คนที่สนับสนุนคุณ หน้าที่หลักๆ ของบุคคลประเภทนี้ คือ คอยช่วยสนับสนุนคุณเวลาที่คุณต้องเผชิญกับสิ่งไม่คาดฝัน คุณไม่ควรเริ่มธุรกิจใหม่(หรือดำเนินธุรกิจที่มีอยู่ต่อไป) จนกว่าคุณจะเจอใครสักคน ที่จะมาช่วยสนับสนุนคุณ ไม่ว่าในสถานการณ์ใดๆ คนประเภทนี้มักจะเป็น คนรัก คนสำคัญ คนสนิท หรือแม้แต่เพื่อนเก่าของคุณ คุณควรจะรักษาคนเหล่านี้ไว้ในชีวิตให้มากเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้มันจะเป็นเรื่องที่ลำบากพอๆ กับการสร้างธุรกิจก็ตามที 2. คนที่ตรงไปตรงมา ราวกับ...
ชีวิตจะสั้นหรือย าวไม่มีอะไรแน่นอน จะอยู่ได้ถึง 70 ปีหรือไม่ ไม่มีใครรู้

ชีวิตจะสั้นหรือย าวไม่มีอะไรแน่นอน จะอยู่ได้ถึง 70 ปีหรือไม่ ไม่มีใครรู้

ชีวิตจะสั้นหรือย าวไม่มีอะไรแน่นอน จะอยู่ได้ถึง 70 ปีหรือไม่ ไม่มีใครรู้ ชีวิตของคนเรามีสิ่งที่ไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้อยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นสิ่งต่างๆ ปัญหาต่างๆที่เข้ามานั้น เราจงมีสติ และเตรียมมือรับกับสิ่งเหล่านั้นให้ดีที่สุด มีความสุขก็มีให้เต็มที่ มีความทุ กข์ก็ก้าวผ่ านสิ่งเหล่านั้นไปให้ได้ ชอบประโยคนี้มากมันจริงอย่างยิ่ง ถ้าคนเราอายุเฉลี่ย 70 ปี เราก็มี 10 ปีแค่ 7 ครั้ง - สิบปีแรก…หมดไปกับความไร้เดียงสา - สิบปีต่อมา…หมดไปกับการศึกษาเล่าเรียน - สิบปีต่อมา…หมดไปกับการทำงานและการใช้ชีวิต - สิบปีต่อมา…หมดไปกับการสร้างฐานะ...
บางครั้งการรู้จักปล่อยวาง อาจจะทำให้เรามีความสุขเพิ่มมากขึ้น

บางครั้งการรู้จักปล่อยวาง อาจจะทำให้เรามีความสุขเพิ่มมากขึ้น

บางครั้งการรู้จักปล่อยวาง อาจจะทำให้เรามีความสุขเพิ่มมากขึ้น ข้อคิดที่เก็บไว้เมื่อนานมาแล้ว แต่เมื่อเอามาอ่านอีกทีก็พบว่ายังเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ที่ควรแบ่งปันให้รับรู้โดยทั่วกัน ได้มาจากฟอเวิร์ดเมล์เมื่อนานมาแล้ว ลองอ่านกันดูนะ - ห้ามทำลายความหวังของใคร เพราะทั้งชีวิตเขาอาจเหลืออยู่แค่นั้นก็ได้ - เมื่อมีคนเล่าว่าเขามีส่วนร่วมในเหตุการณ์สำคัญ จง เป็นผู้ฟังที่ดีไม่ต้องไปคุยทับ ไม่ต้องไปขัดคอ - จงตั้งใจฟังให้ดี โอกาสทองบางทีมันก็มาถึงแบบแว่วๆเท่านั้น - หยุดอ่านคำอธิบายสถานที่ทางประวัติศาสตร์ตามทางบ้างเพราะมีอะไรดีๆซ่อนอยู่ - จะคิดทำการใดจงคิดการให้ใหญ่เข้าไว้ แต่ให้เติมความสนุกสนานลงไปด้วยเล็กน้อย - หัดทำสิ่งดีๆให้กับผู้อื่นจนเป็นนิสัยโดยไม่จำเป็นต้องให้เขารับรู้ -จงจำไว้ว่า ข่าวทุกชนิดล้วนถูกบิดเบือนมาแล้วทั้งนั้น - เวลาเล่นเกมกับเด็ กๆก็ปล่อยให้เด็ กชนะไปเถอะ - ใครจะวิจารณ์เรายังงัยก็ตาม ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปโต้ตอบ แต่ให้ปรับปรุงตนเอง -...
ทุ กข์หรือสุขอยู่ที่ตัวเรา แนวทางชีวิต แนวคิดดีๆ

ทุ กข์หรือสุขอยู่ที่ตัวเรา แนวทางชีวิต แนวคิดดีๆ

ทุ กข์หรือสุขอยู่ที่ตัวเรา แนวทางชีวิต แนวคิดดีๆ หลายครั้งที่เรามีปัญหา เรามักจะถามหาคนรอบข้าง เพื่อมาช่วยแก้ปัญหาเหล่านั้น แต่เราคงจะลืมไปว่าสิ่งสำคัญที่ทำให้เรานั้นผ่ านปัญหานั้นไปได้ด้วยดีคือ ตัวเราเอง ถ้าไม่มีใครยอมยื่นมือมาช่วยเหลือโยม จงอย่าลืมว่ายังเหลืออีกหนึ่งตรงปลายแขนโยมเอง ที่พร้อมช่วยเสมอ ชีวิตเหมือนบันได ที่ยิ่งไต่สูงขึ้นก็ยิ่งเห็นทิวทัศน์กว้างขึ้น ชีวิตไม่ใช่คำถามที่มีคำตอบ แต่เป็นเหตุการณ์ที่มีประสบการณ์ อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด อยู่ร่วมมิตรให้ระวังวาจา ชื่อเสียงต้องใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะสร้างขึ้นมาได้ แต่ใช้เวลาแค่ไม่กี่นาที ที่จะทำให้มันกลายเป็นชื่อเสียได้ คำถามที่โง่ที่สุด คือ คำถามที่ไม่ได้ถาม "อินา ทานัง ทุ กขังโลเก" การเป็นหนี้เป็นทุ กข์ในโลก จะก้าวกระโดดได้ไกลขึ้น โยมต้องถอยหลังก่อน เลื่อนตัวเอง...
คนเก่งมักแกล้งโง่ คนโง่มักอวดฉลาด เป็นดังสุภาษิตชาวจีน

คนเก่งมักแกล้งโง่ คนโง่มักอวดฉลาด เป็นดังสุภาษิตว่าไว้

คนเก่งมักแกล้งโง่ คนโง่มักอวดฉลาด เป็นดังสุภาษิตว่าไว้ มนุษย์เรานั้น มีจิตใจและลักษณะนิสัยที่มีความแตกต่างกันออกไป เราไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าแท้จริงแล้ว คนที่เรารู้จักพบเจอนั้น มีนิสัยอย่างไร? ตามหลักจิตวิทย า ได้มีการแบ่งจิตของมนุษย์ออกเป็น 3 ส่วน คือ 1. อิด (ID) หมายถึง ตัณหาหรือความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ เป็นสิ่งที่ยังไม่ขัดเกลา ซึ่งทำให้มนุษย์ทำทุกอย่างเพื่อความพึงพอใจ หรือทำงานตามความพึงพอใจโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใด เปรียบเสมือนสันดานดิบของมนุษย์ ซึ่งแบ่งออกเป็นสัญชาตญาณแห่งการมีชีวิต (LIEF INSTINCT) เป็นความต้องการอาหาร ความต้องการทางเพศ ความต้องการหลีกหนีจากสิ่งไม่ดี และสัญชาตญาณแห่งการเอาตัวรอด เช่น ความต้องการก้าวร้าว หรือการทำสิ่งไม่ดีต่อตนเองและผู้อื่น...